BLOG

MY PERSONAL JOURNEY

อาหารที่ช่วยลดน้ำหนัก

อาหารที่ช่วยลดน้ำหนัก ที่บางทีคุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

เพื่อนๆที่ต้องหันมากินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อลดน้ำหนักบางคนอาจจะไม่รุ้ว่ามีอาหารอะไรบ้างที่ช่วยลดน้ำหนักได้และกินแล้วไม่อ้วน อิ่มเร็ว วันนี้เราเลยมีอาหารที่จะแนะนำเพื่อนๆให้หันลองไปกินดูเพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกายและยังสามารถช่วยเพื่อนๆลดน้ำหนักให้ได้แร็วขึ้นด้วยนะ เพราะการกินอาหารที่ดีจะทำให้เพื่อนลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนักเป็นดีและง่ายขึ้นด้วยนะ 

แตงกวา เป็นผักที่หาซื้อได้ง่ายและราคาไม่แพงอีกด้วย การที่เรากินแตงกวาในช่วงที่ลดน้ำหนักจะช่วยทำให้ร่างกายเราทำความสะอาดภายในร่างกายได้ดี และยังช่วยให้เราอิ่มเร็วขึ้นอีกด้วย เพราะแตงกวาเป็นผักที่เต็มไปด้วยน้ำนั้นเองการกินแตงกวาจึงทำให้เราอิ่มเร็วขึ้นและให้ความชุ่มชื้นแก่ร่างกายเราได้เป็นอย่างดีแถมอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารทำให้ระบบย่อยทำงานได้ดี

แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่อยู่คุ่กับคนที่ลดน้ำหนักมาตลอดเพราะว่าตัวแอปเปิ้ลฃเองแคลอรีไม่เยอะ กินแล้วอิ่มท้องมีไฟเบอร์หรือเส้นใยสูง และยังช่วยเพื่อนระงับความอยากน้ำตาลได้ดีอีกด้วย หากเพื่อนๆอยากหาของหวานๆกิน ลองหันมากินแอปเปิ้ลสักลูก สองลุกดูสิ ความอยากของขนมหวานจะหายไปทันที แถมกินแอปเปิ้ลยังช่วยทำให้เราอิ่มดีอีกด้วย 

ถั่วอัลมอนด์ นั้นดีจริงๆเพราะนอกจากอร่อยแล้วยังช่วยลดความอยากอาหารให้เพื่อนๆได้เป็นอย่างดีอีกด้วย แถมการที่เรากินถั่วอัลมอนด์ไป เราจะได้ไขมันดี ที่ทำให้เราอิ่มและทำให้ร่างกายเราผิวพรรณดีขึ้นอีกด้วย ไม่เชื่อระหว่างมื้อหลัก เพื่อนๆลองกิน ถั่วอัลมอนด์สัก 15 เม็ด ดูสิ แล้ว จะเห็นได้ว่าความอยากของจุกจิกของเพื่อนๆจะหายไป 

โยเกริ์ต โดยเฉพราะกรีกโยเกิร์ตนั้นดีมาเพราะอุดมไปด้วยโปรตีนและแบคทีเรียที่ดีที่จะเข้าไปช่วยเรื่องระบบย่อยและขับถ่ายของเราแถมการกินกรีกโยเกิร์ต ยังมีโปรตีนและไขมันดีให้กับร่างกายเพื่อนๆด้วยนะ 

ข้าวโอ๊ต อาหารที่กินง่ายแต่อิ่มนาน เพราะข้าวโอ๊ตนั้นคืออาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์และยังเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอีก ซึ่งจะทำให้เพื่อนๆอิ่มนานและไม่อยากอาหารบ่อยๆ ไม่เชื่อเพื่อนๆลองทำข้าวโอ๊ตอุ่นในนมถั่วเหลือง หรือ นมอัลมอนด์แล้วกินช่วงเช้าดูสิ อิ่มไปถึงมื้อเที่ยงเลยทีเดียว 

เห็นมั้ยละคะว่า หากเพื่อนเพื่อนเลือกอาหารดีมีชัยไปกว่าครึ่งเลย การลดน้ำหนักจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปค่ะ

 

สนับสนุนโดย  bk8

ลดน้ำหนักได้ชัวร์  ถ้าทำตามนี้!!

สาวๆหลายคนที่กำลังอยากลดน้ำหนัก ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงดี บางคนทำถูกทำผิด ทำมาตั้งนาน ลดยังไงก็ลดไม่ลง ถ้าสาวๆคนไหนไม่รู้จะเริ่มยังไง วันนี้เรามีข้อมูลดีๆมาบอกถ้าทำตามที่เราแนะนำ รับรองสาวๆลดน้ำได้ชัวร์

วิธีสำหรับสาวๆที่จะลดน้ำหนักกัน มีวิธีการลดตามนี้เลยจ้า

งดของหวานก่อนเลย 

การที่สาวๆอยากลดน้ำหนัก สิ่งที่สำคัญมากก็คือการงดของหวาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำหวาน น้ำผลไม้ หรือ ชา กาแฟ ที่ใส่นม ใส่น้ำตาล เพราะการกินของเหล่านี้นั้นคือการกินน้ำตาลเข้าไปดีๆนั้นเอง และการกินอาหารพวกที่มีน้ำตาลสูงก็จะทำให้พลังงานที่เราได้รับไปจะสูงมากๆ และหากเผาผลาญอาหารเหล่านี้ไม่ทัน ก็จะกลายเป็นไขมันสะสมในร่างกายของเรานะ

เลือกคาร์โบไฮเดรตดี และ กินอย่างเหมาะสม 

สาวๆที่จะลดน้ำหนัก ควรจะเลือกคาร์โบไฮเดรตดี อย่างแป้งเชิงซ้อน ยกตัวอย่างเช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรว์เบอรรี มันม่วง และกินในปริมาณที่เหมาะสม อย่ากินเยอะเกินไปนะ การที่เรากินคาร์โบไฮเดรตดี จะช่วยทำให้เราอิ่มนานขึ้น และความอยากอาหารในมื้อถัดไปด้วยนะ

กินโปรตีนให้เยอะขึ้น

การที่สาวๆจะลดน้ำหนักนั้น สิ่งที่จำเป็นสำหรับเรานั้นก็คือการกินโปรตีน เพราะการกินโปรตีนจะช่วยทำให้เราอิ่มนานและยังช่วยเพิ่มและคงมวลกล้ามเนื้อในร่างกายของเราอีกด้วย และยิ่งถ้าสาวๆออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง ยิ่งจำเป็นจะต้องกินโปรตีนให้ถึง เพื่อที่จะได้สร้างกล้ามเนื้อให้กับเรา และหากเรามีกล้ามเนื้อเยอะๆจะช่วยเร่งการเผาผลาญให้เราด้วยนะ 

งดของมัน และของทอด

คนที่เค้าลดน้ำหนักกัน เค้าก็รู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่เราต้องระวังคือ ของมัน ของทอด นะคะ ซึ่งการที่สาวๆจะลดน้ำหนักก็ไม่ควรกินของมัน และ ของทอด เพราะหากกินเข้าไปแล้ว พลังงานของอาหารประเภทนี้จะสูงมาก ซึ่งมันจะทำให้เราควบคุมแคลอรีต่อวันยากนั้นเอง และหากกินไปแล้วเผาผลาญไม่ทันก็จะกลายเป็นไขมันสะสมในตัวเองอีก

กินผักเยอะๆ 

สาวๆที่ลดน้ำหนักนั้น นอกจากกินโปรตีนสูงแล้วยังต้องกินผักเยอะๆเพื่อเพิ่มไฟเบอร์ให้กับเรา และช่วยทำให้ระบบขับถ่ายของเราทำงานได้ดี รวมไปถึงระบบการย่อยก็จะทำงานดีขึ้นจากกากใยผักที่เรากินนั้นเอง

เพียงแค่นี้ก็เป็นวิธีเริ่มต้นของสาวๆในการลดน้ำหนักแบบลดแล้วลงได้อย่างแน่นอน สาวๆลองทำตามวิธีที่เราเอามาฝากววันนี้ สัก 1 เดือนดูสิ ถึงน้ำหนักไม่ลงแต่สัดส่วนลงแน่นอน

 

สนับสนุนโดย  bk8

เคล็ดลับการลดน้ำหนักของคนญี่ปุ่น

เพื่อนๆคงเคยได้ยินมาว่าคนญี่ปุ่นนั้น เค้าอายุยืนแถมสุขภาพดี อายุเยอะแล้วก็ยังแข็งแรงอยู่เลย แต่เพื่อนๆรู้หรือไม่ว่าอะไรคือที่มาของการมีสุขภาพดี นั้นก็คือการลดน้ำหนักของคนญี่ปุ่นในช่วงวัยทำงาน คนญี่ปุ่นลองพิสูจน์มาแล้วว่าการที่ลดน้ำหนักเพื่อให้ร่างกายมีน้ำหนักที่เหมาะสม โดยที่ไม่อ้วนไปผอมไป นั้นทำให้พวกเค้าแข็งแรงและอายุยืนนั้นเอง 

ซึ่งวิธีการที่พวกเค้าใช้ลดน้ำหนักเพื่อให้มีร่างกายที่สมส่วนนั้นก็คือ 

กินให้ครบ 5 หมู่ นั้นก็คือการเลือกอาหารที่ดีและมีให้ครบ 5 หมู่ ไม่ว่าจะเป็น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เกลือแร่และวิตามิน ซึ่งเพื่อนๆจะได้ว่า คนญี่ปุ่นจะ คาร์โบไฮเดรตกับโปรตีน อย่าง กินข้าวคู่กับเนื้อสัตว์ไม่ว่าจะเป็น ปลา ไก่ หมูหรือเนื้อ และมีถั่วแระ เป็นไขมันดี กินผักและสาหร่ายต่างๆเพื่อให้ได้วิตามินและเกลือแร่ครบถ้วน

เน้นการปรุงอาการแบบ ปลอดภัยต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น สด ต้ม นึ่ง ย่าง และมีของทอดที่ทำจากน้ำมันใหม่ ซึ่งเพื่อนๆจะเห็นได้ว่าคนญี่ปุ่นนั้นกิน ปลาดิบหรืออาหารทะเลดิบๆ เป็นเรื่องปกติมาก และส่วนใหญ่อาหารของคนญี่ปุ่นก็จะเน้นไป ต้ม ตุ๋น นึ่ง ย่าง สะส่วนใหญ่เลยละ ซึ่งมันดีต่อร่างกายของเรามากด้วยๆ 

เลือกกินหลากหลาย สังเกตหรือไม่ว่า คนญี่ปุ่นชอบกินอาหารเป็น เซทๆ ซึ่งในเซทๆหนึ่งนั้นมีอาหารหลายอย่างมาก เริ่มต้นด้วยถั่วแระ หรือ ปลาตัวเล็กทอดกรอบ และเสิร์ฟมื้อหลัก อย่างข้าวหน้าปลาย่างหรือซูชิต่างๆพร้อมปลาดิบ แถมมีเครื่องเคียงอย่างซุปมิโซะ หรือ ซูปสาหร่าย และยังมีสลัดผักหรือสลัดมันฝรั่งอีก ก่อนจบด้วยขนมหวานอย่างพุดดิ้งอัลมอนด์หรือผลไม้สัก 2 -3 ชิ้น พร้อมกับดื่มชาเขียว เพื่อดูสิคนญี่ปุ่นเค้าเลือกอาหารดีๆและเลือกกินให้หลากหลาย เพื่อที่จะให้ร่างกายได้สารอาหารครบและได้สารอาหารหลากหลาย นั้นเอง

เน้นดื่มชาเขียว การที่คนญี่ปุ่นดื่มชาเขียวไม่ได้ดื่มเพียงเพราะเป็นเทรนด์ของคนที่นู้นหรอกนะ แต่จริงๆแล้วเค้าดื่มเพื่อสุขภาพกัน นั้นก็เพราะตัวชาเขียวมีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน หรือจะเป็นการต้านอนุมูลอิสระให้กับร่างกาย นอกจากนี้ชาเขียวเองยังช่วยให้ร่างกายอุ่นจากอากาศที่หนาวเย็นอีกด้วย

ดูแลตัวเองอย่างดี ขยับและเคลื่อนไหวตัวเองในทุกวัน

การที่คนญี่ปุ่นนั้นมีร่างกายที่ดีสุขภาพแข็งแรง นอกจากการที่เค้าพยายามลดน้ำหนักด้วยการกินดีแล้ว อีกหนึ่งอย่างที่คนญี่ปุ่นทำประจำก็คือ เดินเยอะๆ ขยับตัวเคลื่อนไหวให้เหมือนการออกกำลังกายในทุกๆวันนั้นเอง การที่เดินเยอะและขยับตัวเคลื่อนไหวเยอะทำให้คนญี่ปุ่นยิ่งแข็งแรงและอายุยืน

 

สนับสนุนโดย  bk8

ทางแก้ ..เมื่อตัวน้อยไม่ยอมหม่ำข้าว

          ปัญหาอีกอย่างของคนเป็นพ่อเป็นแม่คือ ลูกน้อยไม่ค่อยยอมกินข้าว ซึ่งปัญหานี้จะพบได้กับเด็กแทบทุกคน โดยหนูน้อยวัย 9-11 เดือนจะเริ่มมีพัฒนาการในการเลือกรับประทานต้องการหยิบจับอะไรเอง ไม่อยากให้ใครมายุ่งไม่ต้องการให้ใครมาคอยป้อนข้าว ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่ พยายามป้อนอาหารเมื่อไหร่ จะมีการงอแงเกิดขึ้นทันที สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 1 ขวบจะเริ่มเคลื่อนไหวเองได้แล้ว

ดังนั้นหนูน้อยจะมีการเริ่มหยิบจับหาอะไรมาใส่ปากด้วยตัวเอง ดังนั้นช่วงเวลานี้พ่อแม่ควรเฝ้าระวังคอยสังเกตว่าลูกน้อยมีการหยิบจับอะไรที่ไม่ใช่อาหารเข้าปากหรือไม่ เพื่อป้องกันอันตราย และในช่วงวัยนี้ลูกน้อยจะไม่ค่อยยอมให้พ่อแม่ป้อน จะไม่ค่อยยอมกินข้าว คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องตกใจเพราะอาการแบบนี้จะเกิดไม่นานก็จะหายไปเอง แต่อาจต้องสังเกตอาการอื่นร่วมด้วยว่าที่ลูกไม่ยอมกินข้าวเป็นเพราะไม่สบายหรือเปล่าด้วยนะจ๊ะ

          สำหรับปัญหาที่ลูกไม่ยอมกินข้าวนั้นมีหลายสาเหตุด้วยกัน อาจจะมาจากไม่ชอบอาหารรสชาตินี้ ไม่เคยกินมาก่อนเลยไม่อยากลองกินของใหม่ หรือเด็กบางคนก็เริ่มเลือกกินเฉพาะอาหารที่ตัวเองชอบ

  • สำหรับเด็กที่กินอาหารยาก เลือกกินอาหารเฉพาะที่ชอบอาจมีสาเหตุมาจากไม่ชอบกลิ่น ไม่ชอบรสชาติ ดังนั้นพ่อแม่ควรสังเกตพฤติกรรมการกินของลูก และคอยดูแลให้ลูกทานอาหารให้ได้ทุกอย่างอย่าพยายามตามใจ เพราะจะมีในอนาคตที่กลายเป็นเด็กเลือกกิน อาจทำให้ได้รับสารอาหารไม่ครบ
  • เด็กบางคนมักจะไม่ชอบกินอาหารในรสชาติที่ไม่คุ้นเคย ถ้ามีอาหารใหม่ๆมาให้ลองกินมักจะปฏิเสธ พ่อแม่ควรมีการหาวิธีการให้ลูกได้ลองกินอะไรใหม่ๆ เพื่อที่จะได้มีอาหารหลากหลายให้เลือกรับประทาน อย่าพยายามตามใจลูกเพราะนิสัยเหล่านี้จะมีผลต่ออนาคตในการเลือกกินของลูก
  • บางคนที่ไม่ยอมกินอาหารเพราะมีการแพ้อาหาร ซึ่งจะสังเกตได้ว่าเด็กบางคนแพ้ไข่ บางคนแพ้นมวัว บางคนแพ้ถั่วหรืออาหารทะเล ดังนั้น พ่อแม่ควรสังเกตอาการของลูกทุกครั้ง เพราะหากลูกน้อยไม่ยอมกินอาหารเพราะแพ้แต่พ่อแม่ยังบังคับให้กิน อาจมีอันตรายต่อชีวิตได้

หากลูกน้อยไม่ยอมทานอาหาร พ่อแม่ควรหาวิธีกระตุ้นให้ลูกมีความสนใจในอาหารก่อน เช่นอาจจะให้ลูกลองหยิบอาหารกินเองโดยมีพ่อแม่คอยดูแลอยู่ใกล้ เมื่อลูกมีการกินอาหารควรมีการชมทันที่จะทำให้ลูกรู้สึกอยากกินอาหารอีก  แต่หากลูกไม่ยอมทานอาหารไม่ควรตีหรือทำโทษแต่ควรโน้มน้าวด้วยวิธีการอื่นเช่น ตักอาหารกินให้ลูกเห็นแสดงท่าทางว่าอาหารอร่อยมากแค่ไหน หรือให้ลูกลองตักอาหารจากจานของพ่อแม่ก็ได้ อยากให้ลูกกินอาหารอย่าลืมจัดจานให้สวย น่ารัก น่ากิน และควรฝีกให้ลูกน้อยรับประทานอาหารให้เป็นเวลา

          ปัญหาอีกอย่างของคนเป็นพ่อเป็นแม่คือ ลูกน้อยไม่ค่อยยอมกินข้าว ซึ่งปัญหานี้จะพบได้กับเด็กแทบทุกคน โดยหนูน้อยวัย 9-11 เดือนจะเริ่มมีพัฒนาการในการเลือกรับประทานต้องการหยิบจับอะไรเอง ไม่อยากให้ใครมายุ่งไม่ต้องการให้ใครมาคอยป้อนข้าว ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่ พยายามป้อนอาหารเมื่อไหร่ จะมีการงอแงเกิดขึ้นทันที สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 1 ขวบจะเริ่มเคลื่อนไหวเองได้แล้ว ดังนั้นหนูน้อยจะมีการเริ่มหยิบจับหาอะไรมาใส่ปากด้วยตัวเอง ดังนั้นช่วงเวลานี้พ่อแม่ควรเฝ้าระวังคอยสังเกตว่าลูกน้อยมีการหยิบจับอะไรที่ไม่ใช่อาหารเข้าปากหรือไม่ เพื่อป้องกันอันตราย และในช่วงวัยนี้ลูกน้อยจะไม่ค่อยยอมให้พ่อแม่ป้อน จะไม่ค่อยยอมกินข้าว คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องตกใจเพราะอาการแบบนี้จะเกิดไม่นานก็จะหายไปเอง แต่อาจต้องสังเกตอาการอื่นร่วมด้วยว่าที่ลูกไม่ยอมกินข้าวเป็นเพราะไม่สบายหรือเปล่าด้วยนะจ๊ะ

          สำหรับปัญหาที่ลูกไม่ยอมกินข้าวนั้นมีหลายสาเหตุด้วยกัน อาจจะมาจากไม่ชอบอาหารรสชาตินี้ ไม่เคยกินมาก่อนเลยไม่อยากลองกินของใหม่ หรือเด็กบางคนก็เริ่มเลือกกินเฉพาะอาหารที่ตัวเองชอบ

  • สำหรับเด็กที่กินอาหารยาก เลือกกินอาหารเฉพาะที่ชอบอาจมีสาเหตุมาจากไม่ชอบกลิ่น ไม่ชอบรสชาติ ดังนั้นพ่อแม่ควรสังเกตพฤติกรรมการกินของลูก และคอยดูแลให้ลูกทานอาหารให้ได้ทุกอย่างอย่าพยายามตามใจ เพราะจะมีในอนาคตที่กลายเป็นเด็กเลือกกิน อาจทำให้ได้รับสารอาหารไม่ครบ
  • เด็กบางคนมักจะไม่ชอบกินอาหารในรสชาติที่ไม่คุ้นเคย ถ้ามีอาหารใหม่ๆมาให้ลองกินมักจะปฏิเสธ พ่อแม่ควรมีการหาวิธีการให้ลูกได้ลองกินอะไรใหม่ๆ เพื่อที่จะได้มีอาหารหลากหลายให้เลือกรับประทาน อย่าพยายามตามใจลูกเพราะนิสัยเหล่านี้จะมีผลต่ออนาคตในการเลือกกินของลูก
  • บางคนที่ไม่ยอมกินอาหารเพราะมีการแพ้อาหาร ซึ่งจะสังเกตได้ว่าเด็กบางคนแพ้ไข่ บางคนแพ้นมวัว บางคนแพ้ถั่วหรืออาหารทะเล ดังนั้น พ่อแม่ควรสังเกตอาการของลูกทุกครั้ง เพราะหากลูกน้อยไม่ยอมกินอาหารเพราะแพ้แต่พ่อแม่ยังบังคับให้กิน อาจมีอันตรายต่อชีวิตได้

หากลูกน้อยไม่ยอมทานอาหาร พ่อแม่ควรหาวิธีกระตุ้นให้ลูกมีความสนใจในอาหารก่อน เช่นอาจจะให้ลูกลองหยิบอาหารกินเองโดยมีพ่อแม่คอยดูแลอยู่ใกล้ เมื่อลูกมีการกินอาหารควรมีการชมทันที่จะทำให้ลูกรู้สึกอยากกินอาหารอีก  แต่หากลูกไม่ยอมทานอาหารไม่ควรตีหรือทำโทษแต่ควรโน้มน้าวด้วยวิธีการอื่นเช่น ตักอาหารกินให้ลูกเห็นแสดงท่าทางว่าอาหารอร่อยมากแค่ไหน หรือให้ลูกลองตักอาหารจากจานของพ่อแม่ก็ได้ อยากให้ลูกกินอาหารอย่าลืมจัดจานให้สวย น่ารัก น่ากิน และควรฝีกให้ลูกน้อยรับประทานอาหารให้เป็นเวลา

 

สนับสนุนโดย  bk8

อาการที่บ่งบอกว่าติดเชื้อโควิดเริ่มกลายพันธ์

เมื่ออาการที่บ่งบอกว่าติดเชื้อโควิดเริ่มกลายพันธ์ การสังเกตุคนนิ้วเท้าบวมก็ต้องตรวจหาเชื้อด้วย

          หลังจากก่อนหน้านี้ที่มีกระแสอาการของผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าของต่างประเทศได้มีการรายงานเข้ามาว่าพบว่าผู้ป่วยที่เข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมีอาการของการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าที่แตกต่างออกไปโดยผู้ป่วยเริ่มมีอาการนิ้วเท้าบวมซึ่งเป็นลักษณะของอาการของคนที่เป็นโรคผิวหนังทำให้ประเทศไทยต้องหันมาสังเกต

คนที่มีอาการลักษณะดังกล่าวเช่นเดียวกันโดยการเฝ้าระวังในครั้งนี้เกิดจากที่กรมควบคุมโรคได้มีการทราบข่าวเกี่ยวกับเรื่องของอาการผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าในต่างประเทศที่มีการประชาสัมพันธ์ออกมาเกี่ยวกับอาการของผู้ติดเชื้อที่มีอาการต่างไปจากเดิมจากที่เราต้องสังเกตว่าเป็นไข้ก็เริ่มสังเกตออกมาว่าบางคนไม่มีไข้แต่ก็สามารถติดเชื้อได้

โดยสังเกตเรื่องของการได้กลิ่นและการกินอาหารเป็นหลักซึ่งประมาณเริ่มมีการกลายมาเป็นสังเกตในเรื่องของผิวหนังมีอาการบวมแดงถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่าอาการบวมแดงของผิวหนังตรงนิ้วเท้าของผู้ป่วยที่ติดเชื้อนั้นเป็นอาการของผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าจริงหรือไม่  แต่เราก็ไม่ควรประมาทจึงต้องมีการสังเกตอาการของผู้ที่มีอาการนิ้วเท้าบวมแดงด้วยเช่นเดียวกันซึ่งหากใครที่มีอาการดังกล่าวก็สามารถเข้ารับการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรน่าได้เช่นเดียวกัน 

         ทางด้านคุณหมอที่ดูแลและรักษาเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสโคโรน่ารักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่านั้นบอกว่าอาการที่มีลักษณะของเป็นตุ่มและบวมแดงของนิ้วเท้านั้นอาจจะเป็นสาเหตุมาจากอาการแพ้ยาหรือมีสาเหตุมาจากอาการอื่นก็ได้ซึ่งไม่สามารถสั่งของได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอาการของคนที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า

โดยในประเทศไทยเองนั้นยังไม่พบอาการของผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าจะมีอาการเท้าบวมแต่อย่างใดแต่หากมีอาการดังต่อไปนี้คือนิ้วเท้าบวมก็สามารถที่จะร้องขอให้มีการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรน่าได้เช่นเดียวกันเพื่อเป็นการป้องกันเบื้องต้นเอาไว้ก่อนแต่อย่างไรก็ดีการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรน่าเรายังมีข้อมูลเดิมเกี่ยวกับเรื่องของการไอเจ็บคอการหายใจประกอบกับการมีตุ่มบริเวณนิ้

วเท้าประกอบการด้วยจึงจะสามารถให้เข้าตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรน่าได้   ประเทศไทยตอนนี้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่ายังคงสามารถควบคุมได้ไม่ได้มีการขยายมากขึ้นสักเท่าไหร่นักทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อก็ได้รับการรักษาเป็นอย่างดีจำนวนผู้เสียชีวิตลดน้อยลงและจำนวนผู้ติดเชื้อในแต่ละวันก็ลดน้อยลงเช่นเดียวกันซึ่งคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะสามารถควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ในเร็ววันนี้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk8

ไปเดินตลาดเองกับ delivery อย่างไหนเสี่ยงติดโควิด-19 มากกว่ากัน

ถึงแม้ทุกคนจะยังคงต้องหวาดกลัวกับการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กันอยู่  แต่ทุกคนก็ยังต้องกินต้องใช้อุปโภค บริโภคสินค้าต่างต่างอยู่ทุกวัน  ซึ่งหากคนเรายังต้องมีการกิน การใช้สินค้าแล้วละก็ เราก็ยังต้องเสี่ยงที่จะออกไปหาซื้อข้าวของเครื่องใช้อยู่บ่อย ซึ่งหลายคนบอกว่าการที่เราจะลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น

เราควรจะลดการออกจากบ้านด้วย ดังนั้น หากเราจำเป็นที่จะต้องกินหรือซื้อข้าวของเครื่องใช้ เราจึงควรที่จะใช้บริการการจัดส่งสินค้ามาให้ที่บ้านด้วยการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ตแทน เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโรค ยามเมื่อเราต้องออกไปนอกบ้านเพื่อไปซื้อของกินของใช้  แต่คำถามต่อมาคือ มันช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสได้จริงหรือ เรามาลองเปรียบเทียบความเสี่ยงในการที่เราจะสั่งซื้อสินค้ามาส่งที่บ้านกับการที่เราเสี่ยงที่จะออกไปซื้อสินค้าเอง อันไหนดูแล้วน่าจะปลอดภัยมากกว่ากัน 

     หากเราจำเป็นต้องออกไปซื้อของเองที่ร้านหรือตลาด  การเดินทางไปในสถานที่ที่มีคนอยู่เยอะจึงมีความเสี่ยงมากมาก เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสนั้นเกิดมาจากการที่เราได้รับสารคัดหลั่งของคนที่มีเชื้อไวรัสแล้วนำมาเข้าสู่ร่างกาย จะด้วยการ จาม ไอ หรือแม้แต่เชื้อโรคที่เป็นละอองฝอยที่มีลอยอยู่ในอากาศในรัศมี 2 เมตร

ดังนั้นเราจึงมักจะเห็นว่าทางการจะมีการรณรงค์ให้คนอยู่ห่างกันประมาณ 1-2 เมตรขึ้นไป ซึ่งการที่เราออกมาซื้อของข้างนอกแบบนี้ การเดินห่างกัน 1-2 เมตรอาจจะทำได้ค่อนข้างยาก และที่สำคัญ ยังมีปัจจัยอื่นอื่นอีกเช่น การที่เราหยิบจับสิ่งของต่อจากคนอื่น เช่น การหยิบเงินทอน การรับบัตรคิวหรือบัตรจอดรถตามห้าง หรือแม้แต่การกดเงินจากตู้ เอทีเอ็มล้วนจะส่งผลทำให้เราติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ทั้งสิ้น ซึ่งเราจึงต้องป้องกันตัวเองด้วยการใส่หน้ากากอนามัยอยู่ตลอดเวลา และต้องล้างมือบ่อยบ่อย ใช้เจลแอลกอฮอร์เช็ดมือทุกครั้งก่อนทีจะหยิบจับอะไร 

     แต่หากเราสั่งอาหาร หรือสั่งสินค้าให้มาส่งที่บ้าน ความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ย่อมมีน้อยกว่าการเดินทางออกไปข้างนอกแน่อน เพราะเราไม่ต้องเข้าไปรับบรรยากาศที่อาจจะมีเชื้อโรคลอยอยู่ในอากาศ แต่เราจะมีความเสี่ยงตรงที่เราจะสัมผัสถุงที่ใส่สินค้า และการคุยตอบโต้กับคนส่งของ ซึ่งวิธีการป้องกันก็คือ ตอนออกมารับของก็ควรจะใส่หน้ากากอนามัย

และก่อนที่จะหยิบถุงสินค้าก็ควรใช้เจลทำความสะอาดมือให้เรียบร้อยก่อน ให้พนักงานวางของเอาไว้ที่หน้าประตูแล้วค่อยเดินไปหยิบสินค้าที่สำคัญการจ่ายเงิน เราสามารถจ่ายผ่านบัตรเครดิตได้ จึงไม่มีผลต่อการหยิบจับเงินทอน และที่สำคัญเราอยู่บ้านเราสามารถล้างมือได้ทันท่วงทีก่อนที่เราจะเอามือไปสัมผัสหน้าตัวเองซึ่งอาจจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ 

 

สนับสนุนโดย  bk8